“ขอเป็นผ้าขาวม้า
เคียงกายา ประชาราษฎร์
เพียงพาดบ่า พันเอว ไม่เชิดชู เช็ดเหงื่อไคล ไหลย้อย ยามอดสู
ซับน้ำตา เคียงคู่ ยามโศกา”
สังคมโลกถูกกล่าวขานด้วยเรื่องเล่า..
ความเป็นมา วิถี เรื่องราว ความงาม ความรู้สึกของมนุษย์ ฯลฯ
ล้วนถูกบันทึกไว้อย่างประณีตและงดงามด้วยศิลปะหลายๆ แขนง ไม่ว่าจะเป็น จิตกรรม
ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ฯลฯ
รวมทั้งวรรณศิลป์ หรือศิลปะในด้านของการบันทึก
การใช้ภาษาอย่างงดงามเพื่อสื่อถึง ความจริง ความงาม และความรู้สึกไว้นำเสนอเรื่องราวหรือการแสดงทัศนคติ
โดยความสมดุลที่เกิดขึ้นในเนื้อหานั้น ก่อให้ผู้อ่านได้เข้าถึง เรื่องราว
โดยมีรสชาติของความงามและการจรรโลงความรู้สึก จนไม่สามารถที่จะแยกแยะส่วนประกอบดังกล่าวออกจากกันได้..
นั่นคือวรรณศิลป์ในฐานะของศิลปะ ซึ่งยังแยกแยะได้อีกหลายแขนง..กวี เรื่องสั้น
นวนิยาย ฯลฯ (จะไม่ขอสาธยายหรืออ้างถึงให้ยืดยาว ด้วยความรู้ที่ไม่ละเอียด )
วรรณศิลป์ - ศิลปะ และคุณค่าคู่สังคม, ตราบจนปัจจุบัน..
สังคมใดสังคมหนึ่ง หากมีเรื่องเล่าของตนแล้ว ย่อมต้องเป็นสังคมที่สมบูรณ์
อันเปรียบเปรยได้ง่ายๆ ว่า “เป็นสังคมมีที่มา-ที่ไป”
มีเรื่องราวที่สามารถกล่าวขานกลับไปในอดีต บอกเล่าถึงความเป็นมา ร่องรอย เรื่องราว
วีถี ความรู้สึก ของชนรุ่นก่อน ซึ่งก่อให้คนรุ่นหลังเกิดความจรรโลงความรู้สึก
ได้รับความรู้ ความเข้าใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมของตัวเอง การเอื้อให้กับผู้อื่น
และสังคมในภายภาคหน้า ได้อย่างถูกต้องครองธรรม..วรรณศิลป์ ในฐานะศิลปะและคุณค่าคู่สังคม
จึงเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความดีงาม คุณธรรม
ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตอย่างสุขสงบร่วมกัน
ด้วยการแสดงความรู้สึกและทัศนคติดีๆ ต่อสังคม ผ่านเรื่องเล่าจากมุมมองต่างๆ ของผู้เขียน
(เล่า)
ปรารถนาก่อนกาลก่อเกิดกลุ่มวรรณกรรมคู่สังคม
“ผ้าขาวม้า” จึงเป็นความตั้งใจเพื่อมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้..
ความดีงาม ความหมายแห่งชีวิต คุณค่า ความรู้สึก ความรัก การต่อสู้ วีถี ประเพณี
ฯลฯ ต่างๆ ในสังคม ประหนึ่งพื้นที่ที่จักฉายภาพซึ่งเป็นไปในสังคมผ่านสายตาของบุคคลผู้หนึ่ง
หรือกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
เพื่อจักรวมกันเป็นจุดเชื่อมอีกหลากหลายความคิดเห็นในสังคมให้สามารถประสานเป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งคอยหนุนเสริมหนทางของการกำหนดความดีงามต่อสังคมร่วมกัน (การสร้างสรรค์สังคมร่วมกัน)..
อินทรธนู เรือนศิลป์กะรักษ์ 2554